วันพฤหัสบดีที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับผ้าเบรครถยนต์

ผ้าดิสเบรคเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมากอย่างหนึ่งของรถยนต์ โดยทำหน้าที่ในการหยุดรถหรือชะลอความเร็วของรถ โดยมีหลักในการทำงานคือ การสร้างแรงเสียดทานระหว่างผ้าเบรคกับจานเบรคเพื่อให้รถชะลอหรือหยุดลง




จากรูปประกอบจะเห็นได้ว่าผ้าเบรค (Brake pads) นั้น จะประกบตัวจานเบรคไว้ (Disc / Rotor) โดยผ้าเบรคคู่หนึ่งๆนั้นจะถูกติดตั้งไว้กับคาลิเปอร์ (Caliper) อีกทีหนึ่ง เมื่อมีการเหยียบแป้นเบรค ผ้าเบรคที่ประกบตัวจานเบรคไว้จะเคลื่อนเข้าหากัน ส่งผลให้เกิดแรงเสียดทานระหว่างผ้าเบรคและจานเบรค ทำให้ความเร็วของรถลดลงหรือหยุดเคลื่อนที่ได้

เพื่อให้เกิดแรงเสียดทานที่เหมาะสมกับการชะลอหรือหยุดรถนั้น ผ้าเบรคต้องอาศัยวัสดุที่สามารถสร้างแรงเสียดทานได้ดี มีความคงทน แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดความสึกหรอกับจานเบรค หรือเกิดความสึกหรอให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นวัสดุที่จะนำมาใช้ผลิตเป็นผ้าเบรคนั้นจึงต้องการส่วนผสมที่มากมายหลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับประเภทของรถและการใช้งานของรถที่แตกต่างกันออกไป

ส่วนผสมของผ้าเบรคนั้น ไม่ว่าจะเป็นผ้าเบรคสำหรับรถประเภทใดก็ตาม ก็ล้วนแล้วแต่ต้องประกอบไปด้วยส่วนผสมหลักๆ ดังนี้

1.     เส้นใย เป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับผ้าเบรค เพื่อสร้างความแข็งแรงให้แก่ผ้าเบรค โดยในอดีตเส้นใยที่ใช้จะใช้เส้นจากแร่ใยหิน (Asbestos) แต่เนื่องจากแร่ใยหินมีผลเสียต่อร่างกายโดยอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ ในเวลาต่อมาจึงได้มีการใช้เส้นใยอื่นๆ เช่น ใยแก้ว ใยทองแดง ใยเซรามิก ฯลฯ มาใช้ทดแทน

2.     เรซิน โดยทำหน้าที่เป็นตัวประสานสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน โดยเรซินที่นำมาเป็นส่วนประกอบนั้นจะต้องมีคุณสมบัติในการทนความร้อนได้ดี แข็งแรง และสามารถขึ้นรูปได้ง่าย

3.     สารหล่อลื่น โดยสารหล่อลื่นของผ้าเบรคที่เป็นที่นิยมกันก็คือ กราไฟต์ (Graphite) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารที่ไม่ว่องไวต่อปฏิกริยา มีโครงสร้างเป็นผลึก และมีลักษณะลื่น

4.     สารเติมอินทรีย์ เพื่อลดการสึกหรอของผ้าเบรคในอุณหภูมิต่ำ เช่น ผงจากเปลือกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น

5.     สารเติมอนินทรีย์ เพื่อลดการสึกหรอของผ้าเบรคในอุณหภูมิสูง เช่น แบเรียมซัลเฟต แคลเซียมคาร์บอเนต เป็นต้น

6.     ผงโลหะ ถูกใช้เพื่อเพิ่มแรงเสียดทานให้แก่ผ้าเบรค โดยผงโลหะที่ใช้อาจเป็นผงทองแดง ผงทองเหลือง หรือผงโลหะอื่นๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุของการใช้ผ้าเบรคนั้นๆว่าจะใช้กับรถประเภทใด

7.     สารขัด เพื่อการทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสของจานเบรค

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ไม่ว่าผ้าเบรคแบบใด รุ่นใดก็ตาม ก็ล้วนแล้วแต่ประกอบไปด้วยส่วนผสมหลักๆข้างต้นทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ทำให้ผ้าเบรคแต่ละแบบแต่ละรุ่นมีความแตกต่างกันออกไปนั้น ก็คืออัตราส่วนของการผสม และคุณภาพของวัตถุดิบที่ผู้ผลิตเลือกสรรมาเพื่อทำการผลิต

ปัจจุบัน หลายท่านมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหน้าที่ของผ้าเบรคที่ดี ว่าผ้าเบรคที่ดีต้องหยุดรถได้ทันท่วงทีดังใจนึก เป็นความจริงอย่างยิ่งที่ว่าผ้าเบรคที่ดีนั้นต้องมีความสามารถหยุดรถได้อย่างทันท่วงทีที่ผู้ขับต้องการหยุดรถในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ทว่าการหยุดรถที่ถูกต้องและเป็นการรักษารถให้มีอายุการใช้งานที่ยืนยาวนั้นคือ การหยุดรถในระยะที่เหมาะสม โดยการเริ่มเหยียบแป้นเบรคในระยะที่ถูกต้อง การเหยียบแป้นเบรคที่ถูกต้องนั้นก็คือการค่อยๆชะลอความเร็วของรถจากความเร็วเท่าไรก็ตาม ให้ลดลงจนเหลือกระทั่งรถหยุดนิ่ง การหยุดรถกะทันหันบ่อยๆจะส่งผลให้ผ้าเบรคเกิดการเสียดสีกับจานเบรคมากเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผ้าเบรคและจานเบรคเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันสมควร

อันที่จริงคุณสมบัติของผ้าเบรคที่ดี นอกจากความสามารถในการหยุดรถได้อย่างทันท่วงทีในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วนั้น ผ้าเบรคที่ดียังต้องมีคุณสมบัติในการช่วยถนอมจานเบรค ให้ความนุ่มนวลในการเบรคกล่าวคือเมื่อเบรคนั้นผู้ขับหรือผู้โดยสารไม่มีอาการ”หัวทิ่ม” และไม่ก่อให้เกิดคราบสกปรกบริเวณล้อ


การเลือกผ้าเบรคนั้นควรเลือกให้เหมาะกับประเภทของรถและการใช้งานของรถ เช่น หากการใช้งานของรถเป็นการขับในเมืองซึ่งมีการจราจรหนาแน่น มีการเบรคบ่อยครั้ง ผ้าเบรคที่ควรเลือกใช้ก็ควรที่จะมีคุณสมบัติในการทนความร้อนได้สูง หรือถ้าหากมีการบรรทุกสิ่งของจำนวนมากก็ควรเลือกผ้าเบรคที่มีค่าแรงเสียดทานสูงกว่ารถทั่วไปเพื่อช่วยให้การหยุดรถเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์ 2


                หลายๆท่านที่เคยเปิดฝาหม้อน้ำรถยนต์ออกมาดู คงจะเคยเจอพบกับคราบสีน้ำตาลและน้ำสีน้ำตาลภายในหม้อน้ำซึ่งเกิดจากสนิมในระบบหล่อเย็น 

สนิมเป็นผลจากการทำปฏิกริยาของออกซิเจนกับโลหะ ซึ่งเมื่อเกิดสนิมขึ้นไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับโลหะชนิดใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงความเสียหายจากการผุกร่อนที่เกิดขึ้นต่อโลหะนั้นๆ การเกิดสนิมในระบบหล่อเย็นก็เช่นกัน

ในการระบายความร้อนของเครื่องยนต์โดยระบบหล่อเย็นนั้น ระบบหล่อเย็นจำเป็นต้องใช้น้ำเป็นตัวระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นน้ำที่ใช้ในระบบหล่อเย็นจึงจำเป็นต้องมีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยลดหรือป้องกันการเกิดสนิมในระบบหล่อเย็น เพื่อยืดอายุการใช้งานของระบบหล่อเย็นให้ยาวนานยิ่งขึ้น

ด้วยเหตุนี้น้ำยาหล่อเย็นที่จัดจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดจึงมักบรรยายสรรพคุณว่าสามารถช่วยป้องกันสนิมและการกัดกร่อนได้ แต่ข้อเท็จจริงจะเป็นไปตามที่บรรยายหรือไม่นั้นไม่มีทางทราบได้ นอกเสียจากว่าได้มีการทดลองใช้หรือทดสอบผลิตภัณฑ์น้ำยาหล่อนั้นเสียก่อน

เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ปรากฏ ผู้เขียนจึงทำการจัดหาน้ำยาหล่อเย็นเพื่อนำมาทดสอบว่าสามารถป้องกันสนิมและการกัดกร่อนได้จริงเท็จประการใด ทั้งนี้ผู้เขียนมีความจำเป็นที่ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยชื่อยี่ห้อของน้ำยาหล่อเย็นที่นำมาทดสอบได้

โดยตัวอย่างทดสอบแบ่งออกเป็นน้ำยาหล่อเย็นแบบพร้อมใช้จำนวน 4 ยี่ห้อ, น้ำยาหล่อเย็นแบบเข้มข้นซึ่งต้องผสมน้ำก่อนใช้จำนวน 7 ยี่ห้อ และน้ำประปา


ในการทดสอบนี้ผู้เขียนได้นำเอาตะปูมาบรรจุไว้ในขวดแก้ว และทำการใส่น้ำและน้ำยาหล่อเย็นยี่ห้อต่างๆลงไปในขวดรวมทั้งสิ้น 12 ขวด สำหรับการผสมน้ำยาหล่อเย็นแบบเข้มข้นนั้นผู้เขียนได้ผสมตามวิธีการใช้งานซึ่งระบุอยู่ข้างบรรจุภัณฑ์ของน้ำยาหล่อเย็นยี่ห้อนั้นๆ หลังจากทำการใส่น้ำและน้ำยาหล่อเย็นลงในขวดแก้วแล้วจึงปิดฝาให้สนิท ตั้งขวดแก้วไว้ในสถานที่อุณหภูมิปกติ และคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลง

หลังจากเริ่มทดลองเป็นเวลา 14 วัน คงเหลือตัวอย่างทดสอบที่ยังไม่เกิดสนิมหรือการกัดกร่อนตะปูจำนวน 5 ยี่ห้อ แบ่งเป็นน้ำยาหล่อเย็นแบบพร้อมใช้ 2 ยี่ห้อ และ น้ำยาแบบเข้มข้น 3 ยี่ห้อ



          จากการทดลองแสดงให้เห็นว่าน้ำยาหล่อเย็นจำนวนหนึ่งที่วางจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งบรรยายสรรพคุณว่าสามารถป้องกันสนิมได้นั้น ไม่ได้สามารถป้องกันสนิมได้จริงตามที่บรรยายสรรพคุณไว้ และเมื่อพิจารณาประกอบกับตัวชี้วัดเบื้องต้นของน้ำยาหล่อเย็นที่ดี ที่จะต้องมีส่วนผสมของน้ำยาหล่อเย็นต่อน้ำมากกว่า 30% ก็จะพบว่าน้ำยาหล่อเย็นที่ยังคงสภาพตะปูไว้ได้ดังเดิมโดยไม่เกิดสนิมหรือการกัดกร่อนนั้น ล้วนแล้วแต่มีอัตราส่วนการผสมของน้ำยาหล่อเย็นต่อน้ำเกินกว่า 30% ทั้งสิ้น


ทั้งนี้ จากการที่ผู้เขียนได้ทำการจัดหาน้ำยาหล่อเย็นยี่ห้อต่างๆเพื่อมาทดสอบ ทำให้ผู้เขียนพบว่าหนึ่งในน้ำยาหล่อเย็นที่ผู้เขียนทดสอบนั้นบรรยายสรรพคุณตนเองว่าสามารถใช้ได้ทั้งกับแบตเตอรี่และหม้อน้ำ ซึ่งในความเป็นจริงน้ำที่ใช้เติมแบตเตอรี่และหม้อน้ำนั้นไม่สามารถใช้ด้วยกันหรือแทนกันได้ ทั้งสองสิ่งนั้นมีความต้องการใช้น้ำที่แตกต่างกัน หรือถึงแม้หม้อน้ำจะสามารถเติมน้ำกลั่นแบบเดียวกับที่เติมแบตเตอรี่ได้ก็ตาม แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในระบบหล่อเย็น ไม่ว่าจะเป็นสนิมหรือการกัดกร่อนก็ตาม

นอกจากนี้ หลายท่านยังคงมีความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับน้ำยาหล่อเย็น อาทิเช่น

-           น้ำยาหล่อเย็นก่อให้เกิดปัญหารั่วซึมในระบบหล่อเย็น ทั้งที่จริงแล้ว ระบบหล่อเย็นอาจจะมีการรั่วซึมอยู่ก่อนแล้วเพียงแต่ไม่สามารถสังเกตเห็น แต่สำหรับน้ำยาหล่อเย็นซึ่งมีการใส่สีลงไปด้วยเพื่อให้สามารถสังเกตเห็นรอยรั่วได้ง่าย เมื่อเติมลงในระบบจึงทำให้เห็นว่าระบบมีรอยรั่ว จนอาจส่งผลให้เข้าผิดว่าน้ำยาหล่อเย็นก่อให้เกิดการรั่วในระบบหล่อเย็น

-           น้ำยาหล่อเย็นที่มาพร้อมรถจากโรงงานผู้ผลิตรถ ถ้าพร่องลงก็สามารถเติมน้ำเปล่าลงไปได้ อันที่จริง น้ำยาหล่อเย็นที่มาจากโรงงานผู้ผลิตรถนั้น เป็นน้ำยาหล่อเย็นที่มีคุณภาพดีในการป้องกันสนิมและการกัดกร่อน หากเติมน้ำเปล่าลงไปย่อมส่งผลให้น้ำยาหล่อเย็นนั้นเจือจางลง และส่งผลให้ประสิทธิภาพการปกป้องลดลงด้วยเช่นกัน


-           การดูแลระบบหล่อเย็น ต้องคอยหมั่นตรวจสอบน้ำในระบบหล่อเย็น ถ้าระดับน้ำลดลงให้เติมน้ำลงไปให้เต็มดังเดิม ที่จริงระบบหล่อเย็นนั้นเป็นระบบปิด น้ำที่ไหลวนอยู่ในระบบไม่สามารถที่จะลดลงได้ สาเหตุที่จะทำให้ระดับน้ำลดลงได้ก็คือมีจุดรั่วในระบบหล่อเย็น การหมั่นคอยตรวจสอบระดับน้ำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่การเติมน้ำลงไปนั้นเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เนื่องจากสาเหตุที่แท้จริงของการที่ระดัยน้ำลดลงนั้นก็คือมีการรั่วซึมในระบบ การตรวจหาและแก้ไขซ่อมแซมจุดที่รั่วซึมต่างหากจึงเป็นการแก้ที่ถูกต้องและยั่งยืน

วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์ 1

โดยทั่วไปเมื่อเครื่องยนต์มีการทำงานจะก่อให้เกิดความร้อนขึ้น ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องยนต์ร้อนมากจนเกินไป ระบบหล่อเย็นจึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์การระบายความร้อนของเครื่องยนต์
หลักการทำงานของระบบหล่อเย็นก็คือ การให้น้ำไหลผ่านตามทางไหลเล็กๆภายในเครื่องยนต์เพื่อรับการถ่ายเทความร้อนจากตัวเครื่องยนต์ เมื่อความร้อนถ่ายเทไปสู่น้ำแล้วอุณหภูมิของเครื่องยนต์ก็จะลดลง ส่วนน้ำที่รับเอาความร้อนไปนั้นก็จะถูกทำให้เย็นลงภายในหม้อน้ำด้วยอากาศภายนอก เมื่อรถขับเคลื่อนไปหม้อน้ำซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณหน้ารถก็จะได้รับลมเข้ามาเพื่อช่วยระบายความร้อนให้กับน้ำที่อยู่ภายในหม้อน้ำ
การที่เครื่องยนต์ของท่านทำงานตลอดเวลาบนท้องถนนที่แออัด รถไม่สามารถเคลื่อนตัวได้ ย่อมส่งผลให้ปริมาณลมและประสิทธิภาพการรับลมเพื่อเข้ามาช่วยระบายความร้อนของน้ำในระบบหล่อเย็นน้อยลงไปด้วย
ตามธรรมชาติของน้ำนั้น น้ำจะเดือดและกลายเป็นไอที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส หรืออาจต่ำกว่า 100 องศาเซลเซียสหากอยู่ในสถานที่ที่มีความกดอากาศต่ำอย่างเช่น บนยอดเขา และเมื่อน้ำกลายเป็นไอก็จะส่งผลต่อระบบหล่อเย็นของเครื่องยนต์ เนื่องจากไอน้ำไม่สามารถรับการถ่ายเทความร้อนจากเครื่องยนต์ได้
นอกจากนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าน้ำนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดสนิมบนโลหะได้ เครื่องยนต์ซึ่งประกอบไปด้วยโลหะต่างๆจำนวนมาก เมื่อโลหะเหล่านั้นสัมผัสกับน้ำในระบบหล่อเย็น จึงเกิดสนิมขึ้นภายในเครื่องยนต์ นอกจากนี้น้ำที่ได้รับความร้อนจนเดือดจะก่อให้เกิดตะกรัน ซึ่งทั้งสนิมและตะกรันล้วนส่งผลให้เครื่องยนต์มีความเสียหาย และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการหล่อเย็นโดยใช้น้ำซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อเครื่องยนต์อย่างยิ่ง น้ำยาหล่อเย็นจึงได้ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อใช้ในระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์
ส่วนประกอบหลักๆของน้ำยาหล่อเย็นได้แก่ น้ำ, สาร ETHYLENE GLYCOL, สี และสารเพิ่มคุณสมบัติอื่นๆ เช่น สารป้องกันการเกิดสนิม เป็นต้น
สาร ETHYLENE GLYCOL หรือที่เรียกกันว่าสารหล่อเย็น อันที่จริงสารนี้ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการทำให้น้ำหรือเครื่องยนต์มีความเย็นมากขึ้น หากแต่คุณสมบัติของสารนี้คือเพิ่มจุดเดือดให้แก่น้ำ เพื่อให้น้ำสามารถคงสภาพเป็นของเหลว สามารถไหลวนในระบบหล่อเย็น และช่วยระบายความร้อนจากเครื่องยนต์ได้โดยไม่กลายเป็นไอ
ส่วนสีของน้ำยาหล่อเย็นนั้นไม่ได้มีผลต่อประสิทธิภาพหรือเป็นตัวชี้บ่งคุณภาพของน้ำยาหล่อเย็นแต่ประการใด สีในน้ำยาหล่อเย็นนั้นมีเพื่อให้สามารถสังเกตเห็นจุดที่มีการรั่วซึมของน้ำยาหล่อเย็นได้ง่ายขึ้น และสามารถจำแนกได้ว่าน้ำที่สังเกตเห็นนั้นมาจากระบบหล่อเย็นหรือไม่
น้ำยาหล่อเย็นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ น้ำยาหล่อเย็นแบบเข้มข้นที่ต้องผสมน้ำก่อนใช้งาน และน้ำยาหล่อเย็นแบบพร้อมใช้โดยไม่ต้องผสมน้ำ
ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดของน้ำยาหล่อเย็นแบบเข้มข้นนั้นก็คือ ราคาจะถูกกว่าแบบพร้อมใช้ เนื่องจากในการใช้แต่ละครั้งนั้นใช้ปริมาณน้ำยาเพียงเล็กน้อยผสมกับน้ำ โดยสัดส่วนการผสมนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละยี่ห้อ บางยี่ห้อผสมครึ่งต่อครึ่ง (50%) บางยี่ห้อผสม 3 ส่วน ต่อน้ำ 7 ส่วน (30%) หรือบางยี่ห้ออาจผสมเพียง 5 ส่วนต่อน้ำ 95 ส่วน (5%)
สำหรับข้อด้อยของน้ำยาหล่อเย็นแบบเข้มข้นก็คือ การยุ่งยากในการผสมที่ต้องผสมตามสัดส่วนที่กำหนด อีกทั้งน้ำที่นำมาผสมกับน้ำยานั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกับการใช้น้ำเปล่าๆเติมลงในระบบหล่อเย็น
ส่วนน้ำยาหล่อเย็นแบบพร้อมใช้นั้น มีข้อดีคือ สามารถเติมได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสัดส่วนการผสม เนื่องจากโรงงานผู้ผลิตได้ผสมไว้เรียบร้อยแล้ว และน้ำที่ผสมนั้นผ่านการควบคุมคุณภาพจากโรงงานผู้ผลิตโดยตรง
แต่ทั้งนี้ข้อด้อยของน้ำยาหล่อเย็นแบบพร้อมใช้ก็คือ ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับแบบเข้มข้น
ดังที่กล่าวมาแล้วว่าน้ำยาหล่อเย็นถูกคิดค้นขึ้นเพื่อแก้ไขข้อเสียของการใช้น้ำเปล่าในระบบหล่อเย็น ดังนั้นน้ำยาหล่อเย็นที่ดีจึงต้องสามารถช่วยระบายความร้อนได้ดี มีจุดเดือดที่สูงกว่าน้ำ และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องยนต์และระบบหล่อเย็น
ในปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์น้ำยาหล่อเย็นจำนวนมาก หลากหลายยี่ห้อ หลากหลายสี และหลากหลายราคา ซึ่งล้วนแล้วแต่อธิบายสรรพคุณว่าสามารถระบายความร้อนได้ดี ป้องกันการเกิดสนิมและการกัดกร่อนเครื่องยนต์ แต่ทั้งนี้ผู้บริโภคแทบจะไม่สามารถทราบได้เลยว่าข้อเท็จจริงเป็นประการใด นอกเสียจากว่าได้นำไปทดลองใช้หรือนำไปทดสอบด้วยตนเอง
ทว่าสิ่งหนึ่งที่ชี้บ่งได้ว่าน้ำยาหล่อเย็นนั้นมีคุณสมบัติหรือสรรพคุณในการช่วยป้องกันการกัดกร่อนโลหะภายในเครื่องยนต์ได้จริงหรือไม่นั้น สามารถสังเกตได้จากอัตราส่วนการผสมน้ำยาหล่อเย็นกับน้ำ เนื่องจากน้ำยาหล่อเย็นที่สามารถลดการกัดกร่อนได้นั้นต้องมีสัดส่วนน้ำยาหล่อเย็นต่อน้ำไม่ต่ำกว่า 30%


ดังนั้นสำหรับน้ำยาหล่อเย็นแบบเข้มข้นที่ต้องผสมน้ำก่อนการใช้งาน ที่มีคำแนะนำให้ผสมน้ำยาหล่อเย็นเพียง 5% - 10% นั้น นอกจากจะไม่สามารถป้องกันการกัดกร่อนเครื่องยนต์ได้แล้ว ยังจะส่งผลเสียต่อระบบหล่อเย็นอีกด้วย เนื่องจากในน้ำยาหล่อเย็นจะมีสารจำพวก Borate, Silicate หรือ Nitrate ซึ่งหากไม่ได้รับการผสมในสัดส่วนที่เหมาะสมแล้ว สารเหล่านี้จะไปทำปฏิกริยากับน้ำก่อให้เกิดตะกรัน การอุดตัน และรอยรั่วในระบบหล่อเย็น
ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยต่อผู้อ่านในการเลือกซ์้อเลือกใช้น้ำยาหล่อเย็น และในการดูแลรักษารถยนต์